วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

การตรวจสอบสามเส้า (triangulation) ทำอย่างไร

 

 

วิธีการตรวจสอบสามเส้า (triangulation)

วิธีการตรวจสอบสามเส้า คืออะไร

            จากผู้วิจัยหรืออาจารย์สอนในระดับ ป.โท ป.เอก มักอ้าง วิธีการตรวจสอบสามเส้า (triangulation) คำว่า “การตรวจสอบสามเส้า” ตลอดเวลา หลัก 3 ประการของการตรวจสอบคุณภาพงานวิจัย และใช้เฉพาะการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่นี้

            Triangulation หมายถึง การเปรียบเทียบข้อค้นพบ (Finding) ของปรากฏการณ์ที่ทำการศึกษา (Phenomenon) จากแหล่งและมุมมองที่แตกต่างกัน นักวิจัยจำนวนมากคาดหมายว่า Triangulation เป็นแนวทางการยืนยันความน่าเชื่อถือ (Credibility, validity) ของข้อมูลหรือสิ่งที่ค้นพบ

            ข้อเท็จจริง คือ การตรวจสอบสามเส้า (triangulation) เป็นการใช้ระเบียบวิธีการวิจัยหลายอย่างในการศึกษาปรากฏการณ์เดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีสามข้อ มีมากกว่านี้ก็ได้ เช่น ระเบียบวิธีวิจัย (research method triangulation), ทฤษฎี (theoretical triangulation), ผู้วิจัย (researcher triangulation), ข้อมูล (data triangulation)

            การตรวจสอบสามเส้า (triangulation) นำมาใช้ในการตรวจสอบคุณภาพงานวิจัยทั้ง การวิจัยเชิงปริมาณ (quantitative research) และ การวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) ในการศึกษาเชิงปริมาณ (quantitative) เป็นการตรวจสอบความถูกต้อง (validation) การศึกษาเชิงคุณภาพเป็นการการหาคำตอบ เป็นกลยุทธการใช้วิธีการที่เหมาะสมเพื่อหาความน่าเชื่อถือ (credibility) ของการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ เป็น วิธีการทางเลือกของเกณฑ์พิจารณาปกติ เช่น ความเที่ยงตรง (reliability) และ ความถูกต้อง (validity)

            

 


 

    การตรวจสอบสามเส้า (triangulation) ในการศึกษาเชิงคุณภาพ เป็นกระบวนการที่ถูกนำมาใช้ในการสังคมศาสตร์ ด้วย การรวบรวมวิธีการใช้ผู้สังเกต (observer) ทฤษฎี (theory) วิธีการ (methods) และ ข้อมูลเชิงประจักษ์ (empirical material) ที่ซ้ำซ้อนกัน นักวิจัยหวังว่า จะขจัดจุดด้อย หรือ ความลำเอียงภายในและปัญหาที่เกิดจากการใช้วิธีการอย่างเดียวและการใช้ทฤษฎีเดียวในการศึกษา

รูปแบบของ Triangulation มี 7 รูปแบบได้แก่

            1. Data Triangulation การเปรียบเทียบและตรวจสอบความแน่นอนของข้อมูลโดยนำข้อมูลที่ได้มาเปรียบเทียบ

            2. Multiple Investigator Triangulation การใช้นักวิจัยหลายคนในสนามแทนการใช้นักวิจัยเพียงคนเดียว

            3. Multiple Analyst Triangulation การใช้ผู้วิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บจากสนามมากกว่า 2 คนขึ้นไป  

            4. Reviews Triangulation การให้บุคคลต่าง ๆ ที่ไม่ใช่นักวิจัยทำการทบทวนข้อค้นพบจากการวิเคราะห์

            5. Methods Triangulation การเปรียบเทียบข้อมูลที่ได้มาจากการเก็บข้อมูลหลายวิธีการ

            6. Theory Triangulation การใช้มุมมองของทฤษฎีต่าง ๆ มาพิจารณาข้อมูลชุดเดียวกัน

            7. Interdisciplinary Triangulation การใช้สหวิทยา การมาร่วมวาทกรรม อธิบายข้อค้นพบต่างๆ

 Cr.   การตรวจสอบสามเส้า (triangulation) ทำอย่างไร

ปัญหาในการวิจัย (research problem)

 

ปัญหาในการวิจัย (research problem)

    ก่อนเริ่มทำงานวิจัย เราต้องรู้ ปัญหาในการวิจัย (Research problem) เพราะฉะนั้นเรามาดูปัญหาในการวิจัยกันก่อน หมายถึงอะไร ปัญหาในการวิจัย หมายถึง สิ่งที่เกิดจากความสงสัยใคร่รู้คำตอบเปรียบเสมือนเป็นคำถามของการทำวิจัยเรื่องนั้นว่าเราต้องการหาคำตอบ อะไรคือการทำวิจัยในประเด็นใด จะหาความจริงจากการวิจัยหรือจากเรื่องนั้นได้อย่างไร 


 

    อันนี้คือความหมายของ Research Problems ที่จะทำวิจัยตัวผู้วิจัยจึงมีแหล่งปัญหาที่จะทำวิจัยยังไงก็คือ จากประสบการณ์ จากความสนใจและจากการสังเกต จากการศึกษาทฤษฎีวรรณกรรมในสาขาที่เกี่ยวคือการทบทวนงานวิจัยที่เราต้องการที่จะศึกษาหรือที่เกี่ยวข้องกับงานของเราที่เราคิดไว้ แล้วก็ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ต่อไปก็คือ ผู้นำทางวิชาการ แหล่งทุนอุดหนุนการวิจัยผู้นำทางวิชาการก็คือเราต้องหาผู้นำทางวิชาการที่สามารถให้คำแนะนำ ในการที่จะพาเราไปสู่การคิดค้นการทำวิจัยได้แต่ก็แหล่งทุนทุนอุดหนุนการวิจัยซึ่งข้อนี้ก็ทุกท่านที่ทำวิจัยก็สามารถมองหาตรงนี้ ต่อไป ก็คือหน่วยงานที่ผู้วิจัยทำงานหรือการจะคิดปัญหาที่จะทำวิจัยสัมพันธ์กับหน่วยงานที่ตั้งใจทำงานก็คือเราจะคิดถึงใกล้ตัว ในแต่ละสาขาที่เราทำวิจัยเนี่ยเราก็ต้องมีความเชี่ยวชาญในที่ทำงานใช่ไหมคะแล้วเราจะเอาประสบการณ์ตรงนั้น ที่เราได้จากการสังเกตการเก็บข้อมูลมาสร้าง ในการทำวิจัยก็ได้ ในสร้างปัญหาหรือเราจะมองหาจากข่าวในสื่อมวลชน มาจากข้อเสนอแนะของผลการวิจัยที่ทำมาแล้วนึกได้มาจากการรีวิวหรือการทบทวนวรรณกรรมของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับในความสนใจของงานที่เราจะทำ ปัญหาที่ได้จากผู้อื่นก็อาจจะเป็นเราได้ discuz หรือเราได้พูดคุย กับอาจารย์ที่ปรึกษาหรือได้พูดคุยกับเพื่อนในหน่วยงานที่เราทำงาน เราก็สามารถหาปัญหาการทำวิจัยมาได้ จากผู้อื่นหรืออาจจะมีวิธีอีกหลายวิธีที่จะเป็นที่มาของปัญหาและการทำวิจัย ต่อไปลักษณะของการเขียนปัญหาการวิจัยก็คืออยู่ในรูปแบบประโยคคำถาม และไม่กำกวมสำหรับการแสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรทั้งหมดในงานวิจัยของเรา สามารถตรวจสอบได้ 

    เช่นตัวอย่างการเขียนรายงานการวิจัยนี้ ปัญหาการวิจัยชื่อเรื่องหัวข้อการวิจัยอย่างเช่นเพศมีความเกี่ยวข้องกับความสามารถในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษหรือไม่เป็นปัญหาการวิจัยชื่อหัวข้อการวิจัยแต่ก็ควรจะตั้งว่าการศึกษาความสามารถในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักศึกษาชายและหญิงในมหาวิทยาลัยมีเพศอยู่ใช่ไหมคะมีวิชาภาษาอังกฤษที่เราสนใจ เป็นตัวแปรที่ใช้ในการทำวิจัย อันนี้ก็คือตัวอย่างในการตั้งชื่อหัวข้อการวิจัยและปัญหาการวิจัย ประโยชน์ของปัญหาการวิจัยที่ชัดเจนถ้าเรามองเห็น ก็คือตั้งชื่อเรื่องการวิจัยหัวข้อการวิจัยได้ กำหนดวัตถุประสงค์ ออกแบบวางแผนการวิจัย การตั้งชื่อเรื่องหรือโครงการวิจัยจะต้องสอดคล้องและเกื้อกับปัญหาที่จะวิจัยชัดเจนนะที่เฉพาะปัญหาที่จะศึกษาควรขึ้นต้นชื่อเรื่องด้วยความสำคัญของปัญหาใช้ภาษาไม่กำกวม ใช้ภาษาที่กระชับและแทนใจความของปัญหาทั้งหมดได้ ตั้งก่อนหรือหลังก็ได้ เพราะฉะนั้นการที่ตั้งชื่อเรื่องโครงการวิจัยต่างๆ ในงานวิจัยของเราเนี่ยก็จะมีลักษณะดังที่กล่าวมา

Cr.ปัญหาในการวิจัย (research problem)

เขียนทบทวนวรรณกรรมยังไง


 

ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง และการเรียบเรียงงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

เป็นส่วนถัดจากบทนำ ซึ่งเชื่อมโยงหัวข้อหลักการและเหตุผล ในแบบเสนอโครงการ จะกล่าวถึง การจะทำโครงการวิจัยนี้ จะต้องใช้ความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องใดบ้าง โดยอธิบายถึงความรู้นั้นๆ ถึงลักษณะสำคัญ และเชื่อมโยงให้ได้ว่ามีความจำเป็นต่อหัวข้อวิจัยอย่างไร

การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง (related literature)

            หมายถึง  เอกสารงานเขียนที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวข้องกับหัวเรื่อง/

ชื่อเรื่องการวิจัย ที่ผู้วิจัยสนใจ

            วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องอาจมีหลายลักษณะ ได้แก่

             ตำรา                

              รายงานประจำปี            

              บทความในวารสาร

              ดัชนี

             พจนานุกรม

              รายงานสถิติ

              จุลสาร

 

วัตถุประสงค์ของการทบทวนวรรณกรรม

q  อาจเป็นงานวิจัย รายงาน บทความ  ตำราวิชาการ

q  ช่วยหาประเด็นทำวิจัย   แนวคิด  กรอบแนวคิดในการวิเคราะห์

q  ป้องกันการทำวิจัยซ้ำซ้อน เรื่องที่ได้มีการทำมาแล้ว

q  ช่วยชี้พรมแดนความรู้  วิจัยที่จะทำเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน  แง่ใดบ้าง

     ทำให้เกิดแนวคิดที่มีทิศทาง

q  พัฒนาความคิดภายใน  เพื่อออกแบบการศึกษาวิจัย

 

ประเภทการทบทวนวรรณกรรม

q    ทบทวนเชิงศึกษาด้วยตนเอง  เพื่อเพิ่มความรู้

q    เชิงเนื้อหาสาระ ให้เห็นภาพกว้าง

q    เชิงประวิติศาสตร์ แสดงการพัฒนาประเด็นที่ทำวิจัย

q    เชิงทฤษฎี เพื่อเปรียบเทียบกับประเด็นปัญหาที่ทำวิจัย

q    เชิงวิธีการศึกษา งานแต่ละชิ้นมีวิธีการอย่างไร

q    เพื่อสรุปว่า ขณะหนึ่งขณะใดมีอะไรบ้างที่รู้กันแล้ว

 

ประโยชน์ในการทบทวนวรรณกรรม

q  ชี้จุดแข็งจุดอ่อนงานวิจัยอื่นๆ  ทั้งเชิงทฤษฎี, เชิงประจักษ์

q   ช่วยบ่งชี้ทฤษฏีที่นำมาใช้ หรือ ทดสอบ

q    เสนอแนะวิธีการที่จะใช้ในการศึกษา

q    อธิบายเทคนิคการเก็บข้อมูล  และ เครื่องมือที่ใช้

q    มีเทคนิคในการแบ่งประเภท จำแนกข้อมูล

q    ชี้แนะการทำตาราง  สถิติ  กราฟ

q    แสดงวิธีตีความผลการวิจัย

q    เกิดความคิดในปัญหาที่จะทำวิจัย

q    แสดงวิธีการเสนองานวิจัยที่เสร็จสมบูรณ์

q    เสนอแนะแหล่งสำหรับพิมพ์ผลงานวิจัย

 

ประเด็นสำคัญ ๆ จากการทบทวนวรรณกรรม

q  ชื่อเรื่อง ผู้แต่ง ปีที่เขียน(ข้อมูลควรครบถ้วนเพื่อเขียนอ้างอิง)

q  ปัญหาในการวิจัย หรือ  วัตถุประสงค์การวิจัย

q  วิธีการศึกษา

q  ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา

q  ข้อมูลที่ใช้ และ วิธีการเก็บข้อมูล

q  การวิเคราะห์ข้อมูล

q  ผลการวิจัย  (ข้อค้นพบ)

q  ข้อสรุป   เสนอแนะ

 

Cr.เขียนทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือ บทที่ 2

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2563

เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative data analysis)

 

 
การเสนอเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นการเสนอเทคนิคทางสถิติใช้ในการวิจัยโดยแบ่งตามลักษณะการใช้สถิติเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
1) สถิติบรรยาย (Descriptive Statistics)
       สถิติ บรรยายเป็นเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้เสนอภาพ หรือ ลักษณะการแจกแจงของตัวแปร ได้แก่ การจัดประเภท (categorization) การแจกแจงความถี่ (frequency distribution) การเสนอแผนภูมิ (charts) และ กราฟ (graphs) การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง ความแปรปรวน ความเบ้ และ ความโด่ง (measures of central tendency, variability, skewness and kurtosis) ด้วยสถิติต่างๆ ได้แก่ คะแนนเฉลี่ย (mean) มัธยฐาน (median) ฐานนิยม (mode) มัชฌิมเรขาคณิต (geometric mean) และมัชฌิมฮาร์โมนิค (harmonic mean) พิสัย (range) ส่วนเบี่ยงเบนควอไตล์ (quatile deviation) ส่วนเบี่ยงเบนเฉลี่ย (average deviation) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation)

2) สถิติอนุมาน (Inferential Statistics)
       เทคนิค การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติอนุมานที่สำคัญ คือการประมาณค่าพารามิเตอร์ (parameter estimation) และการทดสอบสมมติฐานทางสถิติ (hypothesis testing) โดยทั่วไปนักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบแต่ละแบบมีความเหมาะสมสำหรับ การวิเคราะห์ข้อมูลแตกต่างกัน ในที่นี่จะแยกนำเสนอตามลักษณะจุดมุ่งหมายของการวิเคราะห์ และลักษณะข้อมูล โดยมิได้กล่าวถึงวิธีการ

ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methdology)

 

 
ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methdology)
ตัวอย่าง ที่นำเสนอได้แก่ การวิจัยเชิงสำรวจ การวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ การวิจัยเชิงบรรยาย/การวิจัยเชิงสัมพันธ์/การวิจัยเปรียบเทียบสาเหตุ  และการวิจัยเชิงทดลอง

การออกแบบการวิจัย เป็นการวิจัยเพื่อให้ได้องค์ความรู้เพื่อใช้จัดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งแตกต่างกันออกไปตามรูปแบบของวิจัย

การวิจัยเชิงสำรวจ / วิจัยเชิงปริมาณ
วิธีดำเนินการวิจัยการวิจัยเชิงสำรวจ
1. วัตถุประสงค์การวิจัยศึกษาเหตุการณ์ สภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตัวแปรที่ศึกษาไม่ถูกจัดกระทำ แต่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
2. ลักษณะของคำถามวิจัยลักษณะของตัวแปรเป็นอย่างไร?
มีความแตกต่างระหว่างกลุ่มประชากรอย่างไร?
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเป็นอย่างไร?
3. ตัวอย่างคำถามวิจัยสภาพปัญหาของการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของครูระดับประถมศึกษามีอะไรบ้าง
4. รายงานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยศึกษาเอกสาร รายงานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนของครูระดับประถมศึกษามีอะไรบ้าง
5. กรอบแนวคิดการวิจัยสถา พปัญหาเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน ซึ่งอาจจำแนกเป็น ปัญหาส่วนตัวของครู ปัญหาด้านความพร้อมของครู ปัญหาด้านความพร้อมของสถานศึกษา ปัญหาอันเนื่องมาจากปัจจัยอื่นๆ
6. สมมติฐานการวิจัยไม่จำเป็นต้องมี
7. ตัวแปรอิสระลักษณะกลุ่มประชากรที่ศึกษา
8. ตัวแปรตาม/ตัวแปรหลักสภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอน
9. ประชากรครูชั้น ป.1-6
10. ขนาดตัวอย่างประชากร 400 คน
11. วิธีการเลือกตัวอย่างครู ได้รับการสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified random sampling) โดยมีสัดส่วนจากแต่ละระดับชั้นเท่ากัน หรือมีสัดส่วนที่เกิดขึ้นจริงในประชากร
12. เครื่องมือวิจัยแบบสอบถามวัดปัญหาในการจัดการเรียนการสอน
13. การตรวจสอบคุณภาพความตรงเชิงเนื้อหา (content validity) ความเที่ยง (reliability)
14. การเก็บรวบรวมข้อมูลเก็บข้อมูลด้วยตนเองหรือส่งแบบสอบถามไปทางไปรษณีย์
15. การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติภาคบรรยาย (เช่น ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความฉี่ ร้อยละ) การวิเคราะห์ตารางไขว้ กรวิเคราะห์เปรียบเทียบ

การวิจัยเชิงคุณภาพ
วิธีดำเนินการวิจัยการวิจัยเชิงคุณภาพ
1. วัตถุประสงค์การวิจัย- บรรยายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันให้เห็นภาพรวมอย่างลึกซึ้ง
- บรรยายสภาพการเปลี่ยนแปลงของปรากฎการณ์
- วิเคราะห์ / เชื่อมโยงความเกี่ยวข้องระหว่างปรากฎการณ์หรือสร้างทฤาฎีฐานราก (grounded theory) บรรยายสภาพที่เกิดขึ้นในเงื่อนไขสถานการณ์ต่างๆ
2. ลักษณะของคำถามวิจัย- ธรรมชาติของสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร
- ความรู้สึกสะท้อนของผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างไร
- สิ่งที่เกิดขึ้นมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
- ปัจจัยที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นไปกระตุ้น / หรือทำให้เกิดปฎิกิริยาสะท้อนลักษณะใด
3. ตัวอย่างคำถามวิจัย- ในการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้สอนต้องปรับบทบาทอย่างไร
- มีปัญหาในการปรับตัวใหม่ตามปรัชญาในการสอนแบบใหม่อย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอนเปลี่ยนไปอย่างไร ปฎิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนเปลี่ยนแปลงเป็นแบบใด พฤติกรรมการเรียนเป็นแบบใด
4. รายงานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยศึกษาเอกสาร รายงานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
5. กรอบแนวคิดการวิจัยไม่จำเป็นต้องกำหนดกรอบความคิดของการวิจัยล่วงหน้า
6. สมมติฐานการวิจัยไม่จำเป็นต้องมี
7. ขอบข่ายข้อมูล- ทัศนะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงบทบาทของครู
- การปรับตัวของผู้สอน: วิธีการ ปัญหา และผลที่เกิดขึ้น ทั้งผลดีผลเสีย
- ปฎิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนในด้านความร่วมมือ การแข่งขัน พฤติกรรมการเรียน ความสนใจ ความตั้งใจ ความคิดริเริ่ม
8. ผู้ให้ข้อมูลและแหล่งข้อมูล- ผู้สอนที่มีความรู้ความสามารถสูงในการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
- ผู้เรียนที่มีประสบการณ์การเรียนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
- ปฎิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนในด้านความร่วมมือ การแข่งขันพฤติกรรมการเรียน ความสนใจ ความตั้งใจ ความคิดริเริ่ม
9. จำนวนผู้ให้ข้อมูล1-30 คน
10. วิธีการเลือกตัวอย่างเลือกแบบเจาะจง
11. เครื่องมือวิจัยนักวิจัย แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกตเอกสารรายงาน
12. การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือฝึก การสัมภาษณ์ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม การออกภาคสนาม การลงรหัส การบันทึกข้อมูล ความตรงเนื้อหา
13. การเก็บรวบรวมข้อมูลรวบรวมจากเอกสาร การสัมภาษณ์แบบลึก การสังเกตและจดบันทึก
14. การวิเคราะห์ข้อมูลการ ตั้ง ประเด็นสำหรับการวิเคราะห์เพื่อตอบคำถามวิจัย การวิเคราะห์เนื้อหา การสังเคราะห์เนื้อหา การสังเคราะห์สารสนเทศจากกรณีศึกษา การสร้างและตรวจสอบทฤษฎีฐานรากจากผลการวิเคราะห์เนื้อหา

การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์
วิธีดำเนินการวิจัยการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์
1. วัตถุประสงค์การวิจัย- บรรยายเหตุการณ์หรือปรากฎการที่เกิดขึ้นในอดีต
- วิเคราะห์เชื่อมโยงความเกี่ยวข้องระหว่างปรากฎการณ์
- บรรยายสภาพการณ์และอภิปรายสรุป
2. ลักษณะของคำถามวิจัยมีอะไรเกิดขึ้นในอดีต อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสภาพเช่นนั้น
3. ตัวอย่างคำถามวิจัยอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการของปรัชญาการศึกษาไทยที่ใช้อยู่ในอดีตจนมาเป็นแบบการเน้นผู้เรียเป็นศูนย์กลาง
4. รายงานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยศึกษาเอกสาร รายงานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
5. กรอบแนวคิดการวิจัยไม่จำเป็นต้องกำหนดกรอบความคิดของการวิจัย
6. สมมติฐานการวิจัยไม่จำเป็นต้องมี
7. ขอบข่ายข้อมูล- สภาพการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
- ความสามารถในการแข่งขันระดับโลกที่ทำให้เกิดกระแสการปรับหลักสูตร
- ปรัชญาแนวพุทธ
- การเรียกร้องการประกันคุณภาพและความรับผิดชบอจากสาธารณชน
8. ผู้ให้ข้อมูลและแหล่งข้อมูลผู้เชี่ยวชาญ เอกสาร หลักฐาน
9. จำนวนผู้ให้ข้อมูลไม่เกิน 20 คน (ถ้าจำเป็นอาจจะมีมากกว่านี้ได้)
10. วิธีการเลือกตัวอย่างเลือกแบบเจาะจง
11. เครื่องมือวิจัยนักวิจัย แบบบันทึก แบบสัมภาษณ์
12. การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือฝึก การสัมภาษณ์ การลงรหัส การบันทึกข้อมูล ความตรงเนื้อหา การตรวจสอบเอกสาร การวิเคราะห์ภายใน ภายนอกเอกสาร การสังเคราะห์เนื้อหา และการจัดประเด็น
13. การเก็บรวบรวมข้อมูลรวบรวมจากเอกสาร การสัมภาษณ์แบบลึก
14. การวิเคราะห์ข้อมูลการ วิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) การกำหนดประเด็นการศึกษาเพื่อตอบคำถามการวิจัย การเชื่อมโยงประเด็น การสร้างแนวคิดทฤษฎีที่อธิบายเหตุการณ์หรือปรากฎการณ์

วิธีดำเนินการวิจัยเชิงบรรยาย / เชิงสัมพันธ์ / เชิงเปรียบเทียบ-สาเหตุ
วิธีดำเนินการวิจัยการวิจัยเชิงบรรยาย / การวิจัยเชิงสัมพันธ์ / การวิจัยเชิงเปรียบเทียบ-สาเหตุ
1. วัตถุประสงค์การวิจัยศึกษาเหตุการณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ตัวแปรที่ศึกษาไม่ถูกจัดกระทำ แต่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
2. ลักษณะของคำถามวิจัยลักษณะของตัวแปรเป็นอย่างไร?
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแวปรเป็นอย่างไร?
3. ตัวอย่างคำถามวิจัยปัจจัยอะไรที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอนนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของครูระดับประถมศึกษา
4. รายงานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยศึกษา แนวคิดเชิงทฤษฎี/รายงานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง ความสำเร็จของการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอน
5. การกำหนดกรอบความคิดวิจัยตัว แปรปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านครอบครัวปัจจัยด้านนักเรียนปัจจัยด้านครู ปัจจัยด้านโรงเรียน ตัวแปรตาม คือ ความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง วัดด้วยตัวแปรการมีการจัดกิจกรรมการเียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ประสิทธิผลของการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
6. สมมติฐานการวิจัยควรมี โดยมีทฤษฎีรองรับการตั้งสมมติฐานแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรปัจจัยกับตัวแปรตาม
7. ตัวแปรอิสระปัจจัยด้านครอบครัว, นักเรียน, ครู, โรงเรียน
8. ตัวแปรตาม/ตัวแปรหลักความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอน
9. ประชากรครูชั้น ป.1-6
10. ขนาดตัวอย่างประมาณ 400 คน
11. วิธีการเลือกตัวอย่างครู ได้รับการสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified random sampling) โดยมีสัดส่วนจากแต่ละระดับชั้นเท่ากัน หรือมีสัดส่วนที่เกิดขึ้นจริงในประชากร
12. เครื่องมือวิจัยแบบสอบถามวัดภูมิหลังของผู้ตอบ ตัวแปรอิสระทุกตัว ความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอน
13. การตรวจสอบคุณภาพความตรงเชิงเนื้อหา (content validity), ความตรงเชิงโครงสร้าง (construct validity), ความเที่ยง (reliability)
14. การเก็บรวบรวมข้อมูลเก็บข้อมูลด้วยตนเองหรือส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์
15. การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติ ภาคบรรยาย (เช่น ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ ร้อยละ) และสถิติประเภทสหสัมพันธ์ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และสถิติขั้นสูง

การวิจัยเชิงทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัยการวิจัยเชิงทดลอง
1. วัตถุประสงค์การวิจัยศึกษาอิทธิพลหรือผลของตัวแปรจัดกระทำที่มีต่อตัวแปรตาม โดยมีการควบคุมตัวแปรที่ไม่เกี่ยวข้องโดยใช้แผนการทดลอง
2. ลักษณะของคำถามวิจัยผลจากตัวแปรจัดกระทำที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร
3. ตัวอย่างคำถามวิจัยผลของการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้น ป.6 ต่างจากการสอนแบบเดิมอย่างไร
4. รายงานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยศึกษาแนวคิดเชิงทฤษฎี/รายงานการวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
5. การกำหนดกรอบความคิดวิจัยแผน ภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อความคิดสร้างสรรค์ของนัก เรียน โดยตัวแปรอิสระที่สนใจคือวิธีการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สำหรับตัวแปรอิสระอื่นที่มีผลต่อความคิดสร้างสรรค์และไม่สนใจศึกษาในการ วิจัยครั้งนี้ ต้องทำการควบคุม
6. สมมติฐานการวิจัยควรมีและตั้งแบบมีทิศทางโดยมีทฤษฎีรองรับ
7. ตัวแปรอิสระวิธีการสอนมี 2 แบบ คือแบบที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและแบบปกติ
8. ตัวแปรตาม/ตัวแปรหลักความคิดสร้างสรรค์
9. ประชากรนักเรียนชั้น ป.6
10. ขนาดตัวอย่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละไม่น้อยกว่า 20 คน
11. วิธีการเลือกตัวอย่างมี กระบวนการกำหนดกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้กระบวนการ randomization โดยมีการ random selection, random assignment, random treatment
12. เครื่องมือวิจัยแบบวัดความคิดสร้างสรรค์
13. การตรวจสอบคุณภาพตรวจสอบความตรางเชิงโครงสร้าง (construct validity) และความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายใน (internal consistency) โดยใช้สูตรของครอนบาค
14. การเก็บรวบรวมข้อมูลเก็บข้อมูลก่อน ระหว่าง และหลังการทดลองในพื้นที่ที่ทำวิจัย
15. การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติวิเคราะห์ประเภทการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย เช่น t-test, ANOVA

วันอังคารที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2560

ความสำคัญของบทนำวิจัย หรือ บทที่ 1

 

 
บทนำเป็นส่วนแรกของงานวิจัย เพื่อการกล่าวนำให้ผู้อ่านทราบถึง งานวิจัยเรื่องนี้ ต้องการศึกษาอะไร? ทำไม? เพื่ออะไร? เป็นประโยชน์อย่างไร? หัวข้อโดยทั่วไปมี
1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
3. ขอบเขตการวิจัย
4. สมมติฐานการวิจัย
5. ข้อตกลงเบื้องต้น
6. ความจำกัดของงานวิจัย
7. นิยามศัพท์
8. ประโยชน์ที่ได้รับ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
เพื่อ ให้ผู้อ่านทราบว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาอย่างไร  ทำไมต้องหาคำตอบ โดยใช้แนวคิด (Theoretical Framework) และแนวคิดวิจัย (Conceptual Framework)

วัตถุประสงค์การวิจัย
คือ การตั้งโจทย์เพื่อหาคำตอบในสิ่งที่ต้องการศึกษา โดยใช้หลักวิชาการ ไม่ใช่เพียงการนึกคิดเอาเอง การเขียนวัตถุประสงค์ต้องเข้าใจโจทย์ที่จะทำการวิจัย ประเด็นปัญหาที่ต้องการค้นหาคำตอบ ต้องชัดเจนว่าต้องการศึกษาอะไรบ้าง กว้างและลึกแค่ไหน

เกร็ดความรู้เสริม การเขียนบทนำ
บทนำ (Introduction) เป็นส่วนสำคัญของบทความวิจัยนะครับ โดยบทนำทำหน้าที่ดังต่อไปนี้
  • ปลุกเร้า กระตุ้นต่อมความอยากอ่านบทความของผู้อ่าน
  • ทำให้ผู้อ่านเห็นความสำคัญของงานวิจัย
  • ให้ข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำความเข้าใจและติดตามงานวิจัย
  • เล่างานวิจัยที่ผ่านๆ มา และอาจวิจารณ์ข้อที่ยังบกพร่อง
  • สรุปประเด็นปัญหาที่กำลังจะแก้ หรือยังไม่มีทางแก้
  • อธิบายว่างานวิจัยตอบโจทย์อะไร ทำไม และอย่างไร
เคล็ดลับในการเขียนบทนำที่ผมและทีมได้ช่วยกันคิดออกมาเป็นประเด็นๆ มีดังนี้ครับ
  • วางแผนให้ดีก่อนลงมือเขียน เริ่มจากภาพใหญ่ไปถึงเรื่องเฉพาะ
  • วางเป้าหมายให้ผู้อ่านรู้สึกถึงความสำคัญของงานวิจัย
  • ปูพื้นให้ผู้อ่านอย่างเพียงพอ เพื่อให้ผู้อ่านติดตามบทความได้จนจบ
  • ให้ข้อมูล เรื่องราว งานวิจัยอื่นๆ ตามที่มีมาแล้ว (อ้างอิงทุกครั้ง) เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับผู้อ่าน
  • วิจารณ์งานวิจัยของผู้อื่น เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพรวม และเห็นว่าโจทย์วิจัยยังมีคุณค่าพอที่จะทำต่อไป
  • กล่าวถึงวัตถุประสงค์ทั้งหมดของการวิจัย
  • กล่าวถึงสมมติฐานของการวิจัย ตัวแปรที่จะศึกษา รวมถึงวิธีการอย่างคร่าวๆ
  • ให้คำจำกัดความของศัพท์เทคนิค ตัวย่อต่างๆ
  • กล่าวถึงผลการวิจัยและข้อสรุปหลักของเราพอสังเขป
บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 
..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/178443